วันเดินทาง
18 - 30 ตุลาคม 2561 15 - 27 พฤศจิกายน 2561 29 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2561
สายการบิน


เที่ยว 6 แคว้นดัง เหนือจรดใต้

  • สวนน้ำพุทิโวลี่ สวนต้นแบบของอิตาลี
  • ชมสีสันบ้านเรือน ณ ชิงเกว่ แตร์เร่
  • อุทยานแห่งชาติ Dolomite ธรรมชาติสวยงาม ขึ้นกระเช้า Alpe di Siusi ได้รับ UNESCO
  • ทะเลสาบบรายเอียซ ประตูสู่ดินแดนใต้ภิภพ ชมทัศนียภาพอันสวยงาม ทะเลสามิซูลิน่า
  • ชมทะเลสาบกาดาร์ เมืองเซอร์มิโอเน่ เมืองสวยระดับ UNESCO
  • พิเศษ!! Michelin Star
  • รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารถ้ำ
  • พักค้างคืนโรงแรมปราสาท


1

Day 1: Departure

กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)
  • 21.30 น. คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและตรวจเอกสารการเดินทาง ณ เคาน์เตอร์สายการบินไทยแอร์เวย์ ชั้น 4 ประตูทางเข้าที่ 4 แถว H-J
2

Day 2

โรม-ทิโวลี่-นาโปลี-โพสิตาโน-อะมัลฟี
  • 00.20 น. “เหิรฟ้าสู่กรุงโรม” โดยสายการบินไทยแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ TG944
  • 06.50 น. เดินทางถึงสนามบินฟิอูมิชิโน่ กรุงโรม เมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอิตาลี นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกต่างเดินทางไปกรุงโรม เพื่อชื่นชมกับศิลปะ สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาทั้ง 7 ริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ตอนกลางของประเทศ โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตกและในอดีตได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองทิโวลี่ (Tivoli) (ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร) เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงโรม ที่มีชื่อเสียงด้านเมืองโบราณและวิลล่าพักตากอากาศของชนชั้นสูงในสมัยก่อนของอิตาลีที่สวยงามอลังการและทรงคุณค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO หลายแห่ง จากนั้นนำท่านชม สวนน้ำพุทิโวลี่ (Vila D’ Este) เป็นสวนต้นแบบของ Italy ที่มีต้นไม้ ดอกไม้ตามฤดูกาล และน้ำพุมากมาย ที่ถูกสร้างมาหลายร้อยปี โดยไม่มีเครื่องมือเครื่องไม้หรือปั้มน้ำ น้ำพุทุกอันเกิดจากกลไกของช่างคนอิตาเลี่ยนในสมัยโบราณ ที่คำนวณแรงดันน้ำและแรงโน้มถ่วงของโลก จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเนเปิลส์ (Naples) (ระยะทางประมาณ 215 กิโลเมตร) หรือที่นิยมเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า เมืองนาโปลี (Napoli) คืออีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศาสตร์การทำอาหาร ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยเฉพาะบริเวณใจกลางของเมืองเนเปิลส์ยังเป็นศูนย์กลางเมืองทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (Unesco) ให้เป็นมรดกโลก ในปี 1995
  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองโพสิตาโน (Positano) (ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร) ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของ Campania ประเทศอิตาลี นำท่านเที่ยวชมตัวเมืองซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่รายเรียงบนผาหินที่เปิดหน้าลงสู่ทะเล โพสิตาโนเดิมเป็นเมืองท่าในการปกครองของแคว้นอะมัลฟี มีฐานะร่ำรวยอย่างมากในยุคกลาง จุดเริ่มต้นของการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาจาก John Steinbeck เจ้าของรางวัลโนเบลด้านวรรณคดี ได้เผยแพร่เรื่องราวของเมืองใน Harper’s Bazaar ในปี 1953 เมืองที่ไร้ซึ่งที่ราบแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่สร้างกันอยู่บนหน้าผาสูงชัน ไล่เรียงกันลงมาเป็นแถบ โพสิตาโนจึงกลายเป็นเมืองทรงเสน่ห์ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองอะมัลฟี (Amafi) (ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร) จุดหมายปลายทางฝันของเส้นทางสายอะมัลฟีโคสต์ ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ทำให้ทั้งศิลปิน, นักกวี, นักเขียน ต่างหลั่งไหลมาเยือนกันเป็นเวลานับศตวรรษมาแล้ว เอกลักษณ์เฉพาะของบ้านเรือนที่ปลูกเรียงลดหลั่นตามหน้าผาสูง เหนือน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ สวยงามจนยากที่จะพรรณนา อิสระให้ท่านเพลิดเพลินในเมืองอันแสนโรแมนติกแห่งนี้
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม NH GRAND CONVENTO DI AMAFI HOTEL หรือเทียบเท่า
3

Day 3

อะมัลฟี-ปาเอสตุม-คาสเตลเมซซาโน่-มาเทร่า
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 08.00 น. จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองปาเอสตุม (Paestum) (ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร)  ซึ่งเป็นเมืองโบราณเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งสมัยกรีกโบราณ ก่อตั้งขึ้นในปี 600 ก่อนคริสตกาล ใช้ชื่อเมืองดั้งเดิมแบบกรีกว่า Poseidonia มรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก้ในปีค.ศ.1997 นำท่านชมแหล่งโบราณคดีท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหาร 3 หลัง ประกอบด้วย วิหารอาธีน่า(Athena), วิหารเฮร่า (Hera) และวิหารโพไซดอน (Poseidon) โดยวิหารอาธีน่ามีขนาดเล็กที่สุด และตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างออกไป ขณะที่อีก 2 วิหารนั้นตั้งอยู่คู่กัน ซึ่งวิหารเฮร่ามีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในบรรดาวิหารทั้งสามแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีซากอาคารบ้านเรือน รวมถึงพื้นกระเบื้องโมเสคชิ้นเล็กๆ, โรงมหรสพกลางแจ้งแอมพิเธียร์เตอร์ ขนาดเล็ก,โรมันฟอรั่ม และอื่นๆ
  • บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร
  • นำเดินทางสู่หมู่บ้านคาสเตลเมซซาโน่ (CASTELMEZZANO) (ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร)  เป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโพเทนซ่า(POTENZA) ในแคว้นบาซิลิกาต้า (BASILICATA)  หนึ่งใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี เมืองนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี สร้างอยู่ในหุบเขา เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 900 คน แรกเดิมเป็นถิ่นฐานของชาวกรีกราวศตวรรษที่ 5-6 แต่การเข้าไปชมเมืองแสนสวยแห่งนี้ก็ไม่ธรรมดา ต้องลอดผ่านอุโมงค์ ข้ามช่องเขา เพื่อเข้าสู่ดินแดนที่น่าค้นหาแห่งนี้ จากนั้นนำเดินทางโดยรถโค้ชสู่ เมืองมาเทร่า (MATERA)(ระยะทางประมาณ 85 กิโลเมตร) เมืองโบราณเล็กๆ ทางตอนใต้ของอิตาลีที่น้อยคนนักจะรู้จัก เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นบาซีลีกาตา (Basilicata) ของประเทศอิตาลี เมืองมาเทรา ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองใต้ดินหรือ เมืองมนุษย์ถ้ำ เมืองนี้สร้างอยู่ในหินและผู้คนอาศัยอยู่ในบ้านหินโบราณที่เป็นถ้ำ เรียกว่า ซาสซี (SASSI) มานานหลายศตวรรษ ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลก เดินทางถึงเมืองมาเทรา
    นำท่านชมเมืองมาเทรา เมืองนี้จะมีสองส่วนคือส่วนเมืองเก่า และส่วนเมืองใหม่ที่รัฐบาลพยายามอพยพผู้คนให้มาอยู่ที่เมืองใหม่ แต่ก็ยังมีพลเมืองบางส่วนยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำหินของเมืองเก่า
    นำท่านชมย่านเมืองเก่า สัมผัสชีวิตท่ามกลางเขาวงกตที่มีทางเดินขนาดเล็กที่ปูด้วยหิน บันไดสูงชัน และถนนที่คดเคี้ยว ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนอันแสนเก่าแก่ ไม่มีสถาปัตยกรรม หรือพระราช วังที่สวยงามใดๆ มีแต่บ้านช่องที่มีอยู่ตามถ้ำที่เรียกกันว่า ซาสซี (Sassi) และ โบสถ์รูเปสเตรียน ที่ขุดไว้ ตามโขดหินในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยูเนสโกได้กำหนดให้เป็นถิ่นฐานที่มีวัฒนธรรมที่ควรเก็บรักษาจนได้ขึ้นเป็นมรดกโลก นำท่านเข้าชมบ้านถ้ำหิน (Casa Grotta di vico Solitario) สัมผัสความเป็นอยู่ของมนุษย์ถ้ำแห่งเมืองนี้
  • รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม HOTEL DEL CAMPO  หรือเทียบเท่า
4

Day 4

มาเทร่า-อัลเบโรเบลโล-บารี
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 08.00 น. นำท่านเดินทางสู่ เมืองอัลเบโรเบลโล (ALBEROBELLO) (ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร) ตั้งอยู่ในแคว้นปูลยา (อิตาลี: Puglia) หรือ อะพิวเลีย (อังกฤษ: Apulia มาจากภาษากรีก) ทางทิศตะวัน ออกเฉียงใต้ของอิตาลี เป็นเมืองที่อยู่เกือบปลายเกือกของอิตาลี จึงมีทะเลล้อมรอบอยู่ใกล้ๆ เดินทางถึง เมืองอัลเบโรเบลโล
    นำท่านชม หมู่บ้านกระโจมหิน (TRULLI VILLAGE) หมู่บ้านเก่าแก่ รูปทรง แปลกตา มีเอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมซึ่งมีหลังคาบ้านเป็นรูปทรงกรวยเกือบทุกหลัง  ถ้าเดาจากรูปร่าง อาจคิดว่าอยู่ที่แอฟริกาเป็นแน่ แต่ที่แท้ มันอยู่ในอิตาลี การที่มีรูปทรงแบบนี้ ที่จริงก็มีเค้าโครงมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะเป็นบ้านที่มีวิวัฒนาการ การตั้งถิ่นฐานของคนแถบ Greece, Egypt, Sardinia and Sicily รอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการตั้งบ้านเรือนแบบนี้มาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 14-15 การที่บ้านเมืองดูโบราณๆนั้น เพราะวัสดุที่ใช้สร้างบ้านเขาใช้วัสดุจากธรรมชาติ ที่หาได้รอบๆนั่นเอง และการก่อสร้างก็ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน แต่ก็ยังไม่วายมีตำนาน เกี่ยวกับการก่อสร้างรูปแบบนี้ ว่า เกิดจากการตั้งกฎของ Count of Conversano ที่เป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมการก่อสร้างในสมัยก่อน เขาออกกฎให้การก่อสร้างในยุคนั้น ใช้หินเรียงซ้อนกัน โดยไม่ใช้ปูนก่อ เพื่อให้ง่ายต่อการรื้อถอน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแถบเมดิเตอร์เรเนียนนี้คือ การใช้สีง่ายๆ ด้วยสีขาวเพียงสีเดียว ไม่นิยมความแตกต่างโดดเด่นที่ต้องไม่เหมือนใคร หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจึงมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นภาพรวมที่น่าชม และแปลกตามาก
  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร
  • บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองบารี (Bari) (ระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร) เมืองที่อยู่ใกล้กับทะเลเอเดรียติก จนได้รับสมญานามว่า“แคลิฟอร์เนียตอนใต้ของอิตาลี” เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้า เป็นศูนย์กลางการเดินเรือและศูนย์กลางของอาณาจักรไบแซนไทน์ทางตอนใต้ของอิตาลี  เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนา เนื่องด้วยเซนต์นิโคลัสมาจาริกแสวงบุญที่เมืองนี้  ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองได้ถูกทำลายด้วยระเบิดไดนามิค  และได้ทำการบูรณะสร้างเมืองขึ้นใหม่ ปัจจุบันจึงเห็นบ้านเรือนที่ทันสมัยอยู่เป็นจำนวนมาก  แต่ยังคงสามารถเห็นซากความเจริญในอดีตที่ยังคงเหลือไว้ นำท่านชมปราสาทซูโว (Svevo Castle) ซึ่งเป็นปราสาทที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจมืด (Dark Symbol of Power) ตัวปราสาทสร้างขึ้นในศิลปะแบบนอร์แมน-สวาเบียน ระหว่างปี 1501-1523 โดย อิซเบลแห่งอารากอน และ โบนา สฟอร์ซา เจ้าหญิงแห่งบารี สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันในอดีต นำท่านเข้าชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทที่มีป้อมปราการล้อมโดยรอบ
  • ค่ำ พิเศษรับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารถ้ำ พร้อมชมวิวทะเล  (Grotta Palazese) จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม UNA HOTEL REGINA BARI หรือเทียบเท่า
5

Day 5

บารี-อัสโกลีปีเชโน-กรอตตามเมเร-แอนโคนา
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 08.00 น. นำท่านเดินทางสู่เมืองอัสโกลีปีเชโน (Ascoli Piceno)ระหว่างทางให้ท่านได้ชมทัศนียภาพของทะเลอะเดรียติคอันแสนงดงาม (ระยะทางประมาณ 405 กิโลเมตร)  มีประชากรไม่ถึง 5,000 คน เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์ และยังเป็นอีกเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องพิซซ่าและนมผึ้ง นำท่านผ่านชม หาดเซนต์เบเนดิกต์ ตรอนโต้ (San Benadetto Del Tronto) ซึ่งเป็นหาดที่เต็มไปด้วยต้นปาล์ม และเป็นที่นิยมในการพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์ของชาวอิตาลี
  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร
  • บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ กรอตตามเมเร (Grottammare) เป็นเมืองเก่าที่ประกอบไปด้วยกำแพงหินที่ปกคลุมไปด้วยต้นมะกอกและต้นองุ่น  นำท่านชม หมู่บ้านโบราณ (Grottammare Alta) เป็นหมู่บ้านที่มีตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 และเป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์มาติน ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีรูปแบบเรียบง่าย ภายในตกแต่งด้วยดอกไม้ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดรียที่ 3 จากนั้นนำท่านแวะชมโบสถ์เซนต์ลูเซีย (Santa Lucia) เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองแอนโคนา (Ancona)  (ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร) อันโคนาเมืองชายฝั่งทะเลเอเดรียติก เป็นเมืองท่าที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งของอิตาลีเป็นอีกหนึ่งเส้นทางหลักของอุตสาหกรรมต่างๆรวมทั้งยังเป็นท่าเรือสำหรับเชื่อมต่อกับประเทศโครเอเชีย ในเมืองอันโคนายังมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ และยังเต็มไปด้วยร้านพิซซ่า ร้านกาแฟ ที่ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกด้วย อิสระให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารของโรงแรม
    จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม NH ANCONA HOTEL หรือเทียบเท่า
6

Day 6

แอนโคนา-ซานมาริโน-ราเวนนา-โบโลญญา
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองซานมาริโนหรือ นครรัฐซานมาริโน (San Marino) (ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร) รัฐอิสระเล็กที่อยู่ในเขตของประเทศอิตาลี นับว่าเป็น 1 ในประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เช่นเดียวกับ ลิคเท่นสไตน์ วาติกัน และโมนาโค มีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนกล่าวคือ สภาพอากาศมักไม่ร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไปนัก ถือว่าสภาพอากาศกำลังดีและท้องฟ้าก็สดใสตลอดทั้งปีอีกด้วย ดังนั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศจึงถือว่าเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอันดับต้น ๆ เพราะไม่มีมรสุมใด ๆ เข้ามาเป็นอุปสรรคให้ต้องมีเหตุชะลอหรือสะดุดนั่นเอง นำท่านชม วิหารนักบุญมารีโน (Saint Marino Cathedral) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาและองค์อุปถัมภ์ของรัฐซานมารีโนมาตั้งแต่เริ่มแรก โดยเป็นอาคารหินแบบโรมันที่มีความเก่าแก่และสวยงามอย่างมากแม้จะอายุอานามมากแล้วแต่ก็ยังได้รับการบูรณะให้ความสวยงามอยู่เป็นประจำ ปัจจุบันยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในคริสต์ศาสนาอยู่ นำท่านชม ป้อมปราการกูไอตา (Guaita Tower) ซึ่งตั้งอยู่ยอดเขาที่สูงที่สุดของซานมารีโนนั้นก็คือ ตาตีโน โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 755 เมตร ใช้เป็นฐานทัพสำคัญของซานมารีโนในอดีต โดยมีหอคอยกูไอตา ที่สูงเด่นเป็นสง่าอย่างมาก เพราะสร้างอยู่บนหน้าผาสูง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจนอย่างมาก โดยมันเป็นงานสถาปัตยกรรมในแบบโรมัน ที่มีอายุมากกว่าพันปีมาแล้ว  นำท่านชม ป้อมเชสตา (Cesta Tower) ซึ่งเป็นป้อมปราการและค่ายทหารอีกแห่งของซานมารีโน ที่ปัจจุบันนั้นได้รับการปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของซานมารีโนโดยมีวัตถุโบราณจำนวนมากจัดแสดงอยู่ที่นี่
  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร
  • บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองราเวนนา (Ravenna) (ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี นับว่าเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่แสนจะสวยงามอีกแห่งของอิตาลี โดยมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของกระจกโมเสก ว่ากันว่า เมืองแห่งนี้มีความสวยงามและน่าสนใจของอาคารหลายต่อหลายแห่งด้วยกัน โดยมีความลงตัวกับสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว นับว่าเป็นอีกหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวของอิตาลีที่มีความสวยงามและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นำท่านเข้าชมหอศิลป์นีโอเนียน (Neonian Baptistry) สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 4 โดยมีโครงสร้างที่มีความสวยงามอย่างมากและเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในราเวนนา โดยเป็นลักษณะของรูปทรงแปดเหลี่ยมและสร้างมาจากอิฐสีแดง โดยภายในนั้นมีการตกแต่งด้วยด้วยกระจกโมเสกที่บริเวณของกำแพง และกำแพงแห่งนี้ก็มีความสวยงามและมีชื่อเสียงอย่างมากเลยทีเดียว ส่วนบนเพดานนั้นจะเป็นภาพของจอห์น แบ็บติสต์ และพระเยซูที่มีเคราในแม่น้ำจอร์แดน นับว่ามีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง นำท่านแวะชม จัตุรัสโปโปโล (Piazza Del Popolo) จตุรัสแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวเวนิสภายใต้การปกครองของเซเรนิสซิม่า (Serenissima) ซึ่งรูปแบบของจตุรัสแห่งนี้ได้สร้างตามแบบของจตุรัสเซนต์มาร์ค (Piazza Saint Mark) ในเวนิส และได้มีการสร้างเสาสองต้นไว้ตรงมุม เพื่อกำหนดเขตของคลองพาเดียนน่า (Padenna Canal)ด้านบนของเสาประดับด้วยสิงโตของนักบุญเซนต์มาร์คจนกระทั่งในปี ค.ศ.1509 ได้เปลี่ยนเป็นรูปปั้นของ เซนต์วิตาลิซ ( Sanit Vitalis) ดั่งที่ปรากฏในปัจจุบัน จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองโบโลญญา (Bologna) (ระยะทางประมาณ 85 กิโลเมตร) เมืองหลวงของแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา ตั้งอยู่ในหุบเขาโป ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนามากที่สุด โดยโบโลญญามีชื่อเสียงในเรื่องของธรรมชาติอันงดงาม มีสิ่งก่อสร้าง งานสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่ามากมาย อีกทั้งยังถือเป็นศูนย์กลางศาสตร์ด้านอาหารของประเทศด้วย อาทิเช่น ซอสลากู สำหรับสปาเก็ตตี้ หรือ ลาซานญ่า นอกจากนี้เมืองโบโลญญา ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Alma Mater Studiorum มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลีด้วย
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม NH BOLOGNA DE LA GARE หรือเทียบเท่า
7

Day 7

โบโลญญา-ฟลอเรนซ์-ลุคกา-ลา สปีเซีย
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • จากนั้นแวะถ่ายภาพ มหาวิหารซาน เปโตรนิโอ (Basilica of San Petronio) เป็น 1 ใน5 มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมหาวิหารนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่เซนต์ เปโตรนิอุส (Saint Petronius) นักบุญอุปถัมภ์ที่มีชื่อเสียงของเมือง ภายในมหาวิหารยังเป็นที่ตั้งของนาฬิกาแดดที่ยังคงสามารถใช้งานได้จวบจนถึงปัจจุบัน
    ผ่านชมซิตี้ฮอล ( City Hall ) แวะถ่ายภาพ “หอคอยเดลี่ อสิเนลี่” (Tower of the Asinelli) “หอคอยการิเซนดา” (Tower of the Garisenda) ซึ่งบางครั้งมักนิยมเรียกกันว่า อาคารหอคอยคู่ (Two Towers) หรือ อาคารโบโลญญา (Towers of Bologna) เป็นสัญลักษณ์หลักของเมืองโบโลญญา ซึ่งคาดว่าถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1109 -1119 โดยหอคอยเดลี่ อสิเนลี่นั้นมีความสูงประมาณ 97.20 เมตร (330 ฟุต) ส่วนหอคอยการิเซนดานั้นมีความสูง ประมาณ 47 เมตร (162 ฟุต) แวะถ่ายภาพ ลานน้ำพุเทพเนปจูน (Fontana del Nettuno) และ อาคารปาลาซโซ เดล โพเดสตา (Palazzo del Podesta)  นำท่านเดินทางสู่เมืองฟลอเรนซ์ (ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร) เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าหากมาอิตาลีแล้วไม่ได้มาเยือนฟลอเรนซ์ก็เหมือนว่ายังมาไม่ถึงอิตาลีอย่างแท้จริง เมืองสวยอันดับ 1 ของอิตาลีเมืองเก่าที่มีความเจริญสูงสุดในศตวรรษที่ 13-16 เมืองที่ถือเป็นต้นกำเนิดของชาวอิตาลีเป็นเมืองที่ยังคงความสวยงามและมีการอนุรักษ์ไว้ได้อย่างดีเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยศิลปะโดยเฉพาะศิลปะยุคเรเนสซองส์เป็นยุค ที่ศิลปะเฟื่องฟูที่สุด เมืองนี้ยังเป็นเมืองเกิดของเหล่าศิลปินอัจฉริยะของโลกมากมายไม่ว่า จะเป็น ลีโอนาโดดาวนิ ชี่,ไมเคิล แองเจิลโล,กาลิเลโอ ,ดังเต้,และศิลปินชื่อดังอีกมากมายจึงถือว่า เป็นเมืองที่มีความสำคัญ และเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยากมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิตเป็นเมืองที่ว่า กันว่า มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดในประเทศอิตาลีและยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก (Unesco) อีกด้วย นำท่านชม จตุรัสซินยอเรตตา (Piazza Della Signoria) จตุรัสกลางเมืองซึ่งปัจจุบัน เป็นศาลาว่าการเมือง ณ จตุรัสแห่งนี้ท่านจะได้พบกับศิลปะมากมายอาทิเช่น รูปปั้นเดวิดจำลอง ที่เหมือนของจริงทุกประการชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของเมืองและไม่มีที่ไหนเหมือน จากนั้นแวะถ่ายภาพที่ มหาวิหารซานตามาเรีย เดลฟิ ออเร (Santa Maria Dell Fiore) มหาวิหารที่มียอดโดมขนาดใหญ่เป็นอีกหนึ่งสัญญาลักษณ์ของเมือง หอศีลจุ่มที่มีความสวยความงาม ชมสะพานเวคคิโอ (Vecchio Bridge) หรือสะพานทองคำ สะพานข้ามแม่น้ำอาร์โน แห่งแรกของเมือง อิสระให้ทุกท่านถ่ายรูป จากนั้นแวะถ่ายภาพ จตุรัสไมเคิลแองเจโล  (Piazza Michelangelo) เป็นจัตุรัสที่มีทัศนียภาพของทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นภาพมุมกว้างของเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีซึ่งตั้งอยู่บนบริเวณในย่าน Oltrarn ออกแบบโดยสถาปนิก Giuseppe Poggi และได้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1869 บนเนินเขาทางใต้ของศูนย์กลางประวัติศาสตร์ จัตุรัสนี้สร้างขึ้นเป็นลานระเบียงพร้อมทิวทัศน์มุมกว้างของเมือง จัตุรัสแห่งนี้อุทิศให้กับ Renaissance sculptor Michelangelo จึงมีสำเนารูปปั้นสีบรอนซ์ของผลงานหินอ่อนของเขาที่พบได้ในที่ต่างๆ ในเมืองฟลอเรนซ์ ได้แก่ David และ Allegories ของ Medici Chapel of San Lorenzo เป็นอนุสาวรีย์ที่โดดเด่นที่สุดเป็นรูปปั้นเดวิดเปลือยกายตั้งโดดเด่นที่กลางจัตุรัส อีกส่วนที่โดดเด่นในจัตุรัสคือ Poggi กระท่อมในสไตล์นีโอคลาสสิคซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ซึ่งเดิมทีนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของ Michelangelo แต่ Poggi ได้เปลี่ยนให้มาเป็นอนุสาวรีย์ของเขาในปี ค.ศ. 1911 จากจุดนี้เป็นจุดรวมทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของฟลอเรนซ์
  • บ่าย  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารท้องถิ่นแบบบุฟเฟ่ต์
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองลุคกา (Lucca) แคว้นทัสคนี (ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร) ลุคกาเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลปะแบบเรเนซองส์อันยิ่งใหญ่อลังการและเป็นดินแดนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในอดีตลุคกาเป็นเมืองซึ่งเต็มไปด้วยหอคอยแบบยุคกลาง อาคารสีสันพาสเทล จัตุรัสกว้างขวาง ถนนหินกรวด และโบสถ์สไตล์โรมาเนสก์ นำท่านเที่ยวชมตัวเมืองและถ่ายภาพหอคอยกุยนิจี (Guinigi Tower) และ หอนาฬิกาเดเรโอเร่   (Torre Delle Ore) ซึ่งเป็นสองหอคอยที่สมบูรณ์ที่สุดที่เหลืออยู่ของลุคกา ผ่านชมรูปปั้นของนักแต่งโอเปร่าชื่อดังของอิตาลี Giacomo Puccini (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1858-1924)  ชมจัตุรัส นโปเลียน (Piazza Napoleone) ชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นในสมัยนโปเลียน ของฝรั่งเศส เรืองอำนาจเข้ามาครอบครองเมือง Lucca ในช่วงปี ค.ศ. 1800 ปัจจุบันที่บริวณนี้เป็นลานพักผ่อนของคนในเมืองมีร้านค้า ร้านอาหาร คอฟฟี่ช้อป ฯลฯ ตั้งอยู่รายล้อม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองลา สปีเซีย (La Spezia) (ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร) เมืองในเขตลิกูเรียทางตอนเหนือของอิตาลี อยู่ระหว่าง เมืองเจนัว และ  ปิซ่า บนทะเลลิกูเรีย และเป็นหนึ่งในอ่าวที่มีความสำคัญทางด้านการค้าและการทหาร
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม NH  LA SPEZIA HOTEL หรือเทียบเท่า
8

Day 8

ลา สปีเซีย-ชิงเกว่ แตร์เร-พาร์ม่า
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางสู่ชิงเกว่ แตร์เร (Cinque Terre) หมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งริเวียร่าของอิตาลี CINQUE TERRE มีความหมายว่า “ห้าดินแดน” (FIVE LANDS) ประกอบด้วยหมู่บ้าน 5 แห่ง ได้แก่ MONTEROSSO AL MARE, VERNAZZA, CORNIGLIA, MANAROLA และ RIOMAGGIORE โดยทั้งห้าหมู่บ้านนี้มีหุบเขาล้อมรอบประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติฯ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้อีกด้วย นำท่านชม หมู่บ้านริโอแมกจิโอเร (Riomaggiore Village) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ และมีบรรยากาศเหมือนเมืองตุ๊กตา บ้านเรือนที่ตั้งลดหลั่นกันบนหน้าผาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจีตัดกับน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีเทอร์ควอยซ์ ทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย นำท่านชมหมู่บ้านมานาโรลา (Manarola Village) อาจได้เชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่เล็กเป็นอันดับสอง แต่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาหมู่บ้านทั้ง 5 ของ ชิงเกว่ เตร์เร ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1338 ในประเทศอิตาลีโดยหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูงชันบนฝั่งริเวียรา เป็นเมืองที่โดดเด่นด้วยสีสันอันสดใส นำท่านชมหมู่บ้านแวนาสซ่า (Vernazza Village) เป็นหมู่บ้านที่คงเหลือความเป็นหมู่บ้านชาวประมงสูงสุดในบรรดาทั้ง 5 หมู่บ้าน สามารถมองเห็นโบสถ์ซานต้ามาเกริต้า (La Chiesa di Santa Margherita d’Antiochia) ซึ่งเป็นหอคอยสีเหลืองรับกับวิวของภูเขาด้านหลังที่เป็นไร่องุ่นสำหรับทำไวน์
  • บ่าย  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหาร
  • จากนั้นนำท่านดินทางสู่เมืองพาร์ม่า (Parma) (ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร) อีกหนึ่งเมืองในเขตแคว้นเอมิเลียโรมัญญา มีชื่อเสียงในด้านการผลิตแฮม, ชีส ต้นกำเนิดของพาร์ม่าแฮมที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และยังมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม ผ่านชมอาหาคารมหาวิทยาลัยพาร์ม่าและสโมสรฟุตบอลพาร์ม่า ถึงเมืองพาร์ม่านำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก  VIGOLENO CASTLE HOTEL หรือเทียบเท่า อิสระให้ท่านได้ถ่ายภายโรงแรมปราสาท หรือพักผ่อนตามอัธยาศัยภายในโรงแรม
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม VIGOLENO CASTLE HOTEL หรือเทียบเท่า
9

Day 9

พาร์ม่า-เซอร์มิโอเน่-โบลซาโน่
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 09.00 น. จากนั้นนำท่านนำท่านเดินทางสู่ เมืองเซอร์มิโอเน่ (ระยะทางประมาณ 155 กิโลเมตร) จากนั้นนำท่านถ่ายภาพปราสาทเก่าแก่  Rocca Scaligera castle อายุกว่า 700 ปี ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง สร้างในศตวรรษที่ 13 ปัจจุบัน เป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศของชนชั้นสูงจากเวโรน่า มิลาน และ จากนั้นนำท่านแวะถ่ายภาพ   ทะเลสาบการ์ดา (Garda Lake) ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี ซึ่งคลอบคลุมพื้นที่กว่า 370 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งเล่นกีฬาทางน้ำของชาวอิตาเลี่ยน เนื่องด้วยทัศนียภาพที่งดงาม ประกอบถึงคลื่นลมที่ดีจากเขตที่ห้องล้อมด้วยหุบเขา
  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองโบลซาโน่ (ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร) เมืองหลวงของจังหวัดทิโรลใต้ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งได้รับโหวตเมื่อปี ค.ศ.2014 ว่าเป็นเมืองที่มี คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของประเทศ
    นำท่านแวะถ่ายภาพ โบสถ์โบลซาโนดูโอโม (Bolzano Duomo) โบสถ์สำคัญประจำเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสมากนัก สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 15 อิสระให้ท่านเดินชมเมืองน่ารักแห่งนี้ตามอัธยาศัย จากนั้นแวะถ่ายภาพจัตุรัส Piazza delle Erbe ณ ใจกลางเมือง เดินลัดเลาะชมวิถีความเป็นอยู่ของชาวเมือง (Piazza Walther) นอกจากจะเต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีตลาดกลางเมืองที่ขายทั้งอาหารสด ผัก และผลไม้ รวมถึงของชำร่วยต่าง ๆ อีกด้วย
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร  จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม PARK HOTEL LAURIN หรือเทียบเท่า
10

Day 10

โบลซาโน่-ออร์ติเซ่-บรายเอียซ-มิซูลินา-กอร์ตินา ดิ อัมปาซโซ
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 08.00 น. จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองออร์ติเซ่ (43 กม.)เมืองหน้าด่านก่อนเดินทางเข้าสู่เขตอุทยานโดโลไมท์ ล้อมรอบด้วยหุบเขามากมาย ทำให้บรรยากาศของเมืองตากอากาศแห่งนี้อุดมไปด้วยความร่มรื่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างมากมาย ได้เวลานำท่าน นั่งกระเช้า Alpe di Siusi ขึ้นสู่ที่ราบสูง Seiser Alm ซึ่งถูกขนาดนามว่าเป็นที่ราบสูงบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ท่านจะได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขารอบด้านที่โอบล้อมภายในอาณาเขตของอุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งเดียวของประเทศอิตาลีที่ได้รับรองเป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage) อิสระให้ท่านเก็บภาพบรรยากาศความประทับใจก่อนเดินทางกลับลงสู่เมืองออร์ติเซ่ (***การให้บริการของกระเช้าขึ้นกับสภาพความพร้อมของสภาพอากาศ ) จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies) (ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร)
  • เที่ยง รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารอาหารรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารอาหาร
  • นำท่านชม ทะเลสาบบรายเอียซ (Braies)ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ FANES SENNESBRAIES เขตป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดใจกลางเทือกเขาโดโลไมท์เพื่อชมความงดงามของทะเลสาบบรายเอียซ Braies ว่ากันว่า ที่นี่เป็นประตูสู่ดินแดนใต้ภิภพตามตำนานภาษาละตินว่า ทุกๆร้อยปีในคืนพระจันทร์เต็มดวงเจ้าหญิงในตำนานจะออกมาจากเนินเขา SASS DIA PORTA ภาษาลาตินหมายถึง “ประตูบนภูเขา” ทรงพายเรือรอบๆทะเลสาบ พร้อมส่งเสียงแตรที่ดังกึกก้องไปทั่ว เทือกเขาโดโลไมท์บ้างก็ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีถ้ำตรงเนินเขาก่อนจะมีหินถล่มปิดปากถ้ำ เหมือนจะฝังเจ้าหญิงไว้ขัดขวางไม่ให้คืนความรุ่งโรจน์แก่อาณาจักรของพระองค์ตลอดกาล ทะเลสาบ Braies ตั้งอยู่ริมขอบทางทิศเหนือของอุทยานมีทางเดินอย่างดีเป็นวงกลมรอบทะเลสาบ อิสระให้ท่านได้ชมและเก็บภาพความประทับใจ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบมิซูรินา Misurina Lake (ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร) อีกหนึ่งทะเลสาบชื่อดังในอุทยานแห่งชาติโดโลไมท์ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,754 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมีความโด่งดังเรื่องภาพวิวภูเขาสะท้อนน้ำในวันฟ้าใส ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมากมายไม่พลาดที่จะแวะมาเยือนทะเลสาบแห่งนี้ ได้เวลานำท่านเดินทางสู่ เมืองกอร์ตีนา ดิ อัมเปซโซ Cortina d I Ampezzo (ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร.)
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร   จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม AMBRA HOTEL หรือเทียบเท่า
11

Day 11

กอร์ตินา ดิ อัมปาซโซ-เวนิส-ล่องเรือกอนโดล่า-เมสเตร-มิลาน
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • 08.00 น. นำท่านเดินทางสู่เมืองเมสเตร (148 กม.) (Venice Mestre)ฝั่งแผ่นดินใหญ่  เมืองหลวงของแคว้นเวเนโต เวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นสวนหนึ่งของทะเลอาเดรียติก เป็นเมืองท่าโบราณ และเป็นเมืองที่ใช้คลองในการคมนาคมมากที่สุดนำท่านเดินทางสู่ ท่าเรือตรอนเคตโต้ (Tronchetto) นำท่านล่องเรือผ่านชมบ้านเรือนของชาวเวนิสสู่ เกาะเวนิส หรือ เวเนเซีย (Venezia) ดินแดนแสนโรแมนติก เป็นเมืองที่ไม่เหมือนใคร โดยใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน มีสมญานามว่าเป็น “ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก” มีเกาะน้อยใหญ่กว่า 118 เกาะและมีสะพานเชื่อมถึงกันกว่า 400 แห่ง เดินทางสู่เกาะซานมาร์โค ศูนย์กลางของนครเวสนิสระหว่างทางท่านจะได้ชมอนุเสาวรีย์ของพระเจ้าวิคเตอร์เอมานูเอลที่ 2 บิดาของชาวอิตาเลี่ยน ชมจตุรัสเซนต์มาร์ค (ST MARK’s SQURE)ชุมชนที่ใหญ่สุดของเวนิซ ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเวนิส และเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายภาพมากที่สุดในโลก ให้ท่านได้ถ่ายภาพคู่กับสะพานถอนหายใจ Bridge Of Sighs ที่เชื่อมต่อระหว่าง Doge Palace”ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครเวนิสใน อดีต อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการปกครองของแคว้นในยุคสมัยนั้นอีกด้วย นำท่านชมสะพานริอัลโต (RIALTO BRIDGE) สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 สะพานนี้มีประวัติที่น่าสนใจเพราะเป็นสะพานที่ทอดข้ามแกรนด์คาเนลเพียงแห่งเดียวมายาวนานเป็นพันปี เดิมเป็นสะพานไม้ ปัจจุบันปรับปรุงซ่อมแซมใหม่เป็นสะพานหินแข็งแรง จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1854 จึงมีการสร้างสะพานแห่งใหม่ข้ามแกรนด์คะแนลเพิ่มขึ้น สะพานริอัลโตนับว่าเป็นอีกสัญลักษณ์ที่สำคัญของเวนิส ชมจัตุรัสเซนต์มาร์โค (Piazza San Marco) ที่มีโบสถ์เซนต์มาร์ค(St. Mark’s Basilica) เป็นฉากหลัง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ อิสระให้ท่านได้มีเวลาเที่ยวชมเกาะอันแสนโรแมนติก เช่น  เพื่อชมมนต์เสน่ห์แห่งนคร เวนิส, ชมโบสถ์ซานมาร์โค, เลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกตามอัธยาศัย อาทิเช่น เครื่องแก้วมูราโน่,หน้ากากเวนิส หรือนั่งจิบกาแฟ
  • เที่ยง รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารอาหาร
  • นำท่านเดินทางกลับสู่ฝั่งแผ่นดินใหญ่เมสเตร เพื่อนำท่านเดินทางต่อสู่กรุงมิลาน (ระยะทางประมาณ 273 กิโลเมตร) เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิตาลี เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น
    นำท่านแวะถ่ายภาพ โบสถ์ดูโอโม่ (Duomo Di Milano) แห่งมิลาน โบสถ์ใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป เป็นศิลปะแบบกอธิคที่หรูหรา และใช้เวลาในการสร้างนานเกือบ 500 ปี โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ ปี ค.ศ.1386 และที่น่าทึ่งของโบสถ์ ก็คือการตกแต่งประดับประดาที่เน้นความหรูหราอย่างเต็มที่โดยเฉพาะรูปปั้นรอบตัวอาคาร มีจำนวนกว่า 3,000 ชิ้น ขวามือของโบสถ์มีอาคารทรงกากบาทหลังหนึ่ง และหลังคามุงด้วยกระเบื้องโปร่งใส เรียกกันว่า“อาเขต” สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่กษัตริย์วิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 ปฐมกษัตริย์ของอิตาลีในการรวมชาติ
    ชมอาคารแกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมานูเอล 2 (Galleria Vittorio Emanuele II) เป็นอาคารที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีชื่อเรียกเล่นๆว่า เป็นห้องนั่งเล่นของเมืองมิลาน เพราะนอกจากจะมีสินค้า แบรนด์เนมราคาแพงขายแล้ว ยังมีร้านกาแฟ ที่เรียกกันว่า ไซด์ วอล์ค คาเฟ่ สามารถนั่งจิบ คาปูชิโน นั่งดูหนุ่มสาว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัย
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม STAR HOTEL BUSINESS PALACE หรือเทียบเท่า
12

Day 12

มิลาน-กรุงเทพฯ
  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • นำท่านแวะถ่ายภาพ ปราสาทสฟอร์เซสโก้ (Castello Sforzesco) ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นป้อมปราการของตระกูลวิสคอนติ ปัจจุบันส่วนหนึ่งได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะฝีมือศิลปินอิตาเลียนชื่อดังหลายคน รวมถึงรูปสลักพระแม่มารีอา ของไมเคิลแองเจโลที่แล้วเสร็จด้วย ในช่วงเย็นๆ ตรงลานน้ำพุทางเข้าปราสาทจะมีผู้คนออกมานั่งเล่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวมิลาน
  • 11.00 น. นำท่านออกเดินทางสู่ ท่าอากาศยานมัลเปนซา กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี
  • 14.05 น. “เหิรฟ้าสู่กรุงเทพฯ” โดยสายการบินไทยแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ TG941
13

Day 13

กรุงเทพฯ// สรุวรรณภูมิ
  • 05.50 น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ
วันเดินทาง
18 - 30 ตุลาคม 2561 15 - 27 พฤศจิกายน 2561 29 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2561
สายการบิน

ITALY SMALL TOWNS 13 DAYS (TG)

DEPARTURE/RETURN LOCATIONสนามบินสุวรรณภูมิ  (ฺBKK)
DEPARTURE TIMEโปรดเดินทางมาถึงอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง
INCLUDED
ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โรม-มิลาน-กรุงเทพฯ โดยสายการบินไทยแอร์เวย์
ค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง และค่าประกันภัยสายการบิน
ค่าโรงแรมที่พักระดับมาตรฐาน (พักห้องละ 2 ท่านเท่านั้น)
ค่าอาหารทุกมื้อตามระบุ และค่าน้ำดื่ม วันละ 1 ขวด/ท่าน
ค่าพาหนะที่ระบุในรายการ พร้อมคนขับรถ (กฎหมายในยุโรป ไม่อนุญาตให้คนขับรถเกิน 12 ช.ม. / วัน)
ค่าเข้าชมสถานที่ตามระบุไว้ในโปรแกรม
ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในโปรแกรม
ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น และหัวหน้าทัวร์คนไทย คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านตลอดการเดินทาง
ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางในวงเงินท่านละ1,000,000บาท และค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศวงเงิน 500,000 บาท (ประกันไม่ครอบคลุมผู้ที่มีอายุตั้งแต่75ปีขึ้นไป)
NOT INCLUDED
ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น, คนขับรถ ฯ วันละ 5 ยูโร ต่อท่าน ต่อวัน รวม 11 วัน คิดเป็น 55 ยูโร
ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ไทย วันละ 3 ยูโร ต่อท่าน ต่อวัน รวม 13 วัน คิดเป็น 39 ยูโร หรือขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของท่าน
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอาทิ ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าเครื่องดื่มในห้องพัก และค่าอาหารที่สั่งมาในห้องพักค่าอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษในร้านอาหารนอกเหนือจากที่ทางบริษัทจัดให้ยกเว้นจะตกลงกันเป็นกรณีพิเศษ เช่น หากท่านทานได้เฉพาะอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว ท่านต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ค่าทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางที่เกินกว่าสายการบินกำหนด (23 กก./1ใบ/ท่าน)
ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (หากมีการปรับขึ้น)
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในรายการ
ไม่มีแจกกระเป๋าหรือของพรีเมี่ยมต่างๆ
การชำระเงินงวดที่ 1 : หากท่านสนใจและประสงค์จะเดินทาง กรุณาจองทัวร์และชำระเงินมัดจำล่วงหน้า 20,000 บาท/ท่าน (เพื่อเป็นการยืนยันการเดินทางของท่าน)
งวดที่ 2 : กรุณาชำระค่าทัวร์ส่วนที่เหลือล่วงหน้า 30 วัน ก่อนการเดินทาง หากท่านไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามวันที่กำหนด ทางบริษัทฯ ถือว่าท่านยกเลิกการเดินทางโดยไม่มีเงื่อนไข
การยกเลิก และการเปลี่ยนแปลง
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 45 วัน  คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ยกเว้นค่าวีซ่าที่ยื่นและตั๋วเครื่องบินที่ออกล่วงหน้าและกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุดหรือเทศกาล (สงกรานต์ วันแรงงาน ช่วงเดือนตุลาคม และปีใหม่) ที่ต้องการันตี มัดจำกับทางสายการบินหรือกรุ๊ปที่มีการ การันตีค่ามัดจำที่พัก โดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศหรือต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้)
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30-44 วัน  หักค่ามัดจำ 20,000 บาท + ค่าวีซ่า (ถ้ามี)
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 10-29 วัน  หักค่ามัดจำ 20,000 บาท + ค่าใช้จ่ายอื่น (ถ้ามี)
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 1-9 วัน  หักค่าใช้จ่าย 100% ของค่าทัวร์

ข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่า

1.หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ที่มีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทาง หากหมดอายุกรุณานำไปต่ออายุก่อนนำส่ง และแผ่นติดวีซ่าคงเหลืออย่างน้อย 2-3
2.รูปถ่ายสีหน้าตรงปัจจุบัน พื้นฉากหลังรูปต้องมีสีขาวเท่านั้น รูปจะต้องเป็นภาพที่คมชัด ห้ามสวมแว่นสายตา ห้ามมีเงา ห้ามถ่ายรูปและตกแต่งภาพจากคอมพิวเตอร์ (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) ขนาด 2 x 2 นิ้ว 2 รูป (ทางสถานทูตไม่พิจารณารูปที่ถ่ายเอง)
3. สำเนาบัตรประชาชน 1 ใบ
4. กรอกข้อมูลเพิ่มเติมในเอกสารเกี่ยวกับการขอวีซ่า (บริษัทจะส่งให้ท่าน ณ วันที่ทำการจองทัวร์)
**วีซ่าอินเดีย จำเป็นที่จะต้องโชว์ตัว เพื่อทำการสแกนนิ้ว ณ สถานทูต**

เงื่อนไขอื่นๆ

 บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการเดินทาง ในกรณีที่มีผู้เดินทาง ต่ำกว่า 15 ท่าน โดยจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 20 วัน ก่อนการเดินทาง

 บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการเดินทาง ในกรณีที่มีผู้เดินทาง ต่ำกว่า 15 ท่าน โดยจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 20 วัน ก่อนการเดินทาง

 บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ราคา และเงื่อนไขทั้งหมดโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 บริษัทฯ มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้

 บริษัทฯ มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงการพาเข้าชม สถานที่ท่องเที่ยวใดๆที่ปิดทำการ โดยจะจัดหาสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆเพื่อทดแทนเป็นลำดับแรก หรือคืนค่าเข้าชมแก่ผู้เดินทางแทน

 รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม เนื่องจากความล่าช้าของสายการบิน โรงแรมที่พักในต่างประเทศ เหตุการณ์ทางการเมือง และภัยธรรมชาติ ฯลฯ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯ หรือ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นทางตรง หรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือ จากอุบัติเหตุต่างๆ  ทั้งนี้ บริษัทฯ จะคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกของผู้เดินทางเป็นสำคัญ

 บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมือง ห้ามผู้เดินทางเข้าหรือออกนอกประเทศ เนื่องจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือสิ่งของห้ามนำเข้าประเทศ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือ ความประพฤติส่อไปในทางเสื่อมเสีย หรือด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้ว ทางบริษัทฯ ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

 รายการนี้เป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องได้รับการยืนยันจากบริษัทฯอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สำรองที่นั่งบนเครื่อง และโรงแรมที่พักในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามรายการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

 การไม่รับประทานอาหารบางมื้อไม่เที่ยวตามรายการ ไม่สามารถขอหักค่าบริการคืนได้ เพราะการชำระค่าทัวร์เป็นไปในลักษณะเหมาจ่าย

 ในกรณีที่ท่านจะใช้หนังสือเดินทางราชการ (เล่มสีน้ำเงิน) / หนังสือเดินทางนักการทูต (เล่มสีแดง) เดินทางกับคณะ บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบ หากท่านถูกปฏิเสธการเข้าหรือออกนอกประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะโดยปกตินักท่องเที่ยวใช้หนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา (เล่มสีเลือดหมู)กรณีเดินทางโดยลูกค้าจัดการตั๋วเครื่องบินเอง

 ในกรณีลูกค้าดำเนินการเรื่องตั๋วเครื่องบินเองและมาเที่ยวรวมกับคณะ (Join Tour) ลูกค้าต้องดำเนินการมาพบคณะทัวร์ด้วยตัวเอง และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการมาพบคณะใหญ่ด้วยตัวเอง รวมถึงหากกรณีเที่ยวบินของคณะใหญ่เกิดความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวบินอันด้วยสาเหตุใดๆก็ตามตั๋วเครื่องบิน

 ในการเดินทางเป็นหมู่คณะผู้โดยสารจะต้องเดินทางไป-กลับ หากท่านต้องการเลื่อนวันเดินทางกลับ ท่านจะต้องชำระ ค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่สายการบินเรียกเก็บโดยสายการบิน เป็นผู้กำหนด ซึ่งทางบริษัทฯ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ และในกรณีที่ยกเลิกการเดินทาง ถ้าทางบริษัทได้ออกตั๋วเครื่องบินไปแล้ว ผู้เดินทางต้องรอ Refund ตามระบบของสายการบินเท่านั้น (ในกรณีที่ตั๋วเครื่องบินสามารถทำการ Refund ได้เท่านั้น)

 ท่านที่จะออกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ โปรดแจ้งฝ่ายขายก่อนเพื่อขอคำยืนยันว่าทัวร์นั้นๆ ยืนยันการเดินทาง แน่นอน หากท่านออกตั๋วภายในประเทศโดยไม่ได้รับการยืนยันจากพนักงาน แล้วทัวร์นั้นยกเลิก บริษัทฯไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆที่เกี่ยวข้องกับตั๋วเครื่องบินภายในประเทศได้

 หากในกรณีที่สายการบินมีการปรับเปลี่ยนตารางเที่ยวบิน ซึ่งอยู่นอกเหนือจากการควบคุมทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสั้น

 เมื่อท่านจองทัวร์และชำระมัดจำแล้ว หมายถึงท่านยอมรับในข้อความและเงื่อนไขที่บริษัทฯแจ้งแล้วข้างต้นโรงแรมและห้อง

 ห้องพักในโรงแรมเป็นแบบห้องพักคู่ ( TWN/DBL ) ในกรณีที่ท่านมีความประสงค์จะพักแบบ 3 ท่าน / 3 เตียง ( TRIPLE ROOM ) ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของห้องพักและรูปแบบของห้องพักของแต่ละโรงแรม ซึ่งมักมีความแตกต่างกัน ซึ่งอาจจะทำให้ท่านไม่ได้ห้องพักติดกันตามที่ต้องการ หรือ อาจไม่สามารถจัดห้องที่พักแบบ 3 เตียงได้

 โรงแรมหลายแห่งในยุโรป จะไม่มีเครื่องปรับอากาศเนื่องจากอยู่ในแถบที่มีอุณหภมิต่ำ เครื่องปรับอากาศที่มีจะให้บริการในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น

 ในกรณีที่มีการจัดประชุมนานาชาติ ( TRADE FAIR ) เป็นผลให้ค่าโรงแรมสูงขึ้น 3-4 เท่าตัว บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนหรือย้ายเมืองเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกระเป๋าเล็กถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน

 กรุณางดนำของมีคม ทุกชนิด ใส่ในกระเป๋าใบเล็กที่จะถือขึ้นเครื่องบิน เช่น มีดพับ กรรไกรตัดเล็บทุกขนาด ตะไบเล็บ เป็นต้น กรุณาใส่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ห้ามนำติดตัวขึ้นบนเครื่องบินโดยเด็ดขาด

 วัตถุที่เป็นลักษณะของเหลว อาทิ ครีม โลชั่น น้ำหอม ยาสีฟัน เจล สเปรย์ และเหล้า เป็นต้น จะถูกทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจะอนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 10 ชิ้น ในบรรจุภัณฑ์ละไม่เกิน 100 ml. แล้วใส่รวมเป็นที่เดียวกันในถุงใสพร้อมที่จะสำแดงต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามมาตรการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ICAO )

 หากท่านซื้อสินค้าปลอดภาษีจากสนามบิน จะต้องปิดผนึกถุงโดยระบุ วันเดินทาง เที่ยวบิน จึงสามารถนำขึ้นเครื่องได้ และห้ามมีร่องรอยการเปิดปากถุงโดยเด็ดขาดการชดเชยค่ากระเป๋าในการสูญหาย

 ของมีค่าทุกชนิด ขอแนะนำไม่ควรใส่เข้าไปในกระเป๋าใบใหญ่ที่เช็คไปกับเครื่อง เพราะหากเกิดการสูญหาย สายการบินจะรับผิดชอบชดใช้ตามกฎไออาต้าเท่านั้น ซึ่งจะชดใช้ให้ประมาณ กิโลกรัมละ 20 USD คูณด้วยน้ำหนักกระเป๋าจริง ทั้งนี้จะชดเชยไม่เกิน USD 400 กรณีเดินทางชั้นธรรมดา (Economy) หรือ USD 600 กรณีเดินทางชั้นธุรกิจ (Business) ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้โหลดของมีค่าทุกประเภทลงกระเป๋าใบใหญ่

 กรณีกระเป๋าใบเล็ก (Hand Carry) เกิดการสูญหาย บริษัทฯ ไม่สามารถรับผิดชอบชดเชยค่าเสียหายให้ท่านได้ ดังนั้นท่านต้องระวังทรัพย์สินส่วนตัวของท่าน

 บริษัทขอสงวนสิทธิ์ที่จะรับผิดชอบในกรณีกระเป๋าเดินทางของท่านเกิดความชำรุด หรือสูญหาย ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ในระหว่างการเดินทางการเดินทางเป็นครอบครัว

 หากท่านเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ หรือเดินทางพร้อมสมาชิกในครอบครัว ที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษ (Wheelchair), เด็ก, และผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว ไม่สะดวกเดินท่องเที่ยวในระยะเวลาเกินกว่า 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน ม่านและครอบครัวต้องให้การดูแลสมาชิกภายในครอบครัวของท่านเอง เนื่องจากการเดินทางเป็นหมู่คณะ หัวหน้าทัวร์มีความจำเป็นต้องดูแลคณะทัวร์ทั้งหมดหลังจากการจองทัวร์และชำระเงินมัดจำแล้ว ทางบริษัทฯ ถือว่าท่านได้ยอมรับในข้อตกลงและเงื่อนไขที่บริษัทได้ระบุไว้ข้างต้นทุกประการ

วันเดินทาง
18 - 30 ตุลาคม 2561 15 - 27 พฤศจิกายน 2561 29 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2561
สายการบิน