ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ : MOROCCO

ราชอาณาจักรโมร็อกโก 
The Kingdom of Morocco
 

ข้อมูลทั่วไป 
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติด ประเทศมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดประเทศแอลจีเรีย 

พื้นที่ 446,550 ตารางกิโลเมตร (นอกจากนี้ ยังมีดินแดนซาฮาราตะวันตก ซึ่งมีพื้นที่ 252,120 ตารางกิโลเมตร โดยโมร็อกโกได้อ้างสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว และยังคงเป็นกรณีพิพาทกับกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและกับแอลจีเรียด้วย) 

ประชากร 31.8 ล้านคน โดยเป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ ร้อยละ 99.1 ชาวยิว ร้อยละ 0.2 และเชื้อชาติอื่นๆ ร้อยละ 0.7 

ภูมิอากาศ บริเวณแถบชายฝั่งทะเลมีอากาศแบบเมอดิเตอเรเนียน แต่อากาศแห้ง แล้งแบบทะเลทรายทางตอนในของประเทศ

ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป คือ ภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้มีภาษาท้องถิ่นเบอร์เบอร์ (Berber) 

ศาสนา ประชากรร้อยละ 98.7 นับถือศาสนาอิสลาม (สุหนี่) ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 1.1 และศาสนาจูดาห์ (ยิว) ร้อยละ 0.2 

ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ ประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (King Mohammed VI) เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้แก่ นาย Abbas El-Fassi ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน 2550 

นายกรัฐมนตรี นายอับบาส เอล ฟัสสิ (Mr. Abbas El-Fassi) 

เว็บไซต์ทางการ www.maroc.ma 

การเมืองการปรกครอง
1. การเมืองการปกครอง 
โมร็อกโกมีระบอบการปกครองโดยราชวงศ์ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนกระทั่งในปี 2455 กษัตริย์มาวเลย์ แอบดุลฮาฟิด (Mawlay Abdelhafid) ถูกผูกมัดให้ลงนามในสนธิสัญญาเฟส (The Treaty of Fez) ซึ่งกำหนดให้ประเทศฝรั่งเศสและสเปนมีอำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จในโมร็อกโก โมร็อกโกจึงถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในดินแดนอารักขาของประเทศฝรั่งเศสและสเปน (the Protectorate) อย่างไรก็ตาม ในปี 2499 โมร็อกโกได้รับเอกราช กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 จึงได้สถาปนาราชวงศ์อะลาวี (Alawi) ขึ้นอีกครั้ง พระมหากษัตริย์โมร็อกโกองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ซึ่งได้สืบราชสมบัติต่อจากกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ในปี 2542 เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนม์มายุ 36 พรรษา 

ระบบการปกครองของโมร็อกโกในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น 15 ภูมิภาคพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งมีพระราชอำนาจออกพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติ 

โมร็อกโกได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 4 และเปิดให้ประชาชนลงประชามติรับหลักการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี 2 สภา กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) โดยการเลือกตั้งโดยตรง มีสมาชิก 325 คนและสภาที่ปรึกษา (Chamber of Counsellors) มีสมาชิก 270 คน ซึ่งเลือกตั้งโดยทางอ้อม โดยได้มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Abbas El-Fassi ซึ่งดำรงตำแหน่ง State Minister ในรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ 

รัฐบาลยังคงสนับสนุนการคว่ำบาตรทางรัฐ โดยเฉพาะในการป้องกันกลุ่มอิสลามที่ต่อต้านรัฐบาลซึ่งส่วนหนึ่งสนับสนุนการใช้ความรุนแรง และความรุนแรงของการก่อความไม่สงบโดยกลุ่มทหารอิสลามที่มุ่งโจมตีรัฐบาลและชาวตะวันตกยังมีอยู่อย่างเรื่อยๆ แต่ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมแต่อย่างไร 

2. เศรษฐกิจและสังคม 
2.1 เศรษฐกิจ 
ในช่วงระหว่าง 2546-2550 การลงทุนจากต่างประเทศในโมร็อกโก คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นจากในช่วงปี 2541 - 2545 ถึงร้อยละ 65.67 และเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นมูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมด คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่กลุ่มประเทศยุโรปที่เป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ โดยภาคที่ดึงดูดนักลงทุนมากที่สุดคือภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ, ส่วนประกอบอุปกรณ์อิเล็กโทรนิค, การบริการชายฝั่ง และการท่องเที่ยว ร่วมถึงการแปรรูปรัฐวิสหกิจ ของภาครัฐซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 ในปัจจุบันโมร็อกโกมีเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปสหรัฐอเมริกาและตุรกี 

นอกจากนี้ โมร็อกโกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเล็งเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ เป็นรูปธรรม สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงสนพระทัยอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโมร็อกโก และได้ทรงกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Vision 2553 โดยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวโมร็อกโก10 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันรายได้อันดับหนึ่งของประเทศมาจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 2 (Emergence II) ซึ่งเน้นตอบสนองความต้องการของประชาชนในด้านความเป็นอยุ่ อันเนื่องจากคะแนนเสียงของรัฐบาลปัจจุบันมาจากประชานิยม โดยเน้นการดึงดูดนักลงทุนและการลดอัตราการว่างงานของคนภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยนโยบายหลักๆ ดังต่อไปนี้ 
I. การมุ่งสร้างหน่วยการเคหะใหม่ 150,000 ต่อปีจนกระทั้งปี 2558 
II. การเพิ่มศักยภาพของภาคเกษตร 
III. การเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลังงานไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหินและน้ำมันที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ 

ในปี 2550 รัฐบาลโมร็อกโกได้มีการเจรจาร่วมกับรัฐบาลของนาย Nicolas Sarkozy 
ประธานาธิบดีประเทศฝรั่งเศสว่าด้วยการร่วมจัดสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเครีย์ซึ่งมีกำหนดจะเปิดทำการในปี 2560 ปัจจุบันโมร็อกโกกำลังประสบกับปัญหาภาวะเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานอันเนื่องมาจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการปรับเปลี่ยนพื้นฐานโครงสร้างที่เน้นการลงทุนในสาธารณูปโภคโดยการสนับสนุนจากสถาบันองค์กรต่างประเทศ 

2.2 สังคม 
โมร็อกโกได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายครอบครัวของโมร็อกโกตามพระราโชบายของสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ในโอกาสทรงเปิดการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศให้มีการปฏิรูปกฎหมายครอบครัว (Family Law หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า Mudawanna) ทรงมีพระราชประสงค์ให้แก้ไขกฎหมายครอบครัวเดิมที่ล้าหลังให้ทันสมัยเพื่อให้สตรีมีสถานะและสิทธิเท่าเทียมบุรุษดังเช่นกฎหมายครอบครัวของประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ สื่อมวลชนนานาชาติยกย่องและขนานนามนโยบายนี้ว่า การปฏิรูปด้านสังคมเพื่อเป็นการให้สิทธิแก่สตรีของโมร็อกโก ซึ่งถือว่าโมร็อกโกเป็นประเทศมุสลิมประเทศแรกที่ดำเนินการเรื่องสิทธิสตรี 

หลังเหตุการณ์การก่อการร้ายระเบิดพลีชีพที่เมืองคาซาบลังกา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย รวมทั้งผู้ก่อการร้าย 12 ราย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจากกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงท้องถิ่น al-Sirrat al-Moustakim รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าที่ผ่านมา เป็นผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 3,000 ราย นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมการสอนและการเผยเพร่ศาสนาอิสลาม เพื่อป้องกันความคิดแบบหัวรุนแรงและขัดกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวโมร็อกโกที่เน้นความเป็นกลางและเปิดรับต่อวัฒนธรรมที่แตกต่างจากวัฒนธรรมของตน รัฐบาลยังมีนโยบายการจัดสรรหาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ยากไร้และส่งเสริมการรู้หนังสือควบคู่กันไปด้วย (นโยบาย National Initiative for Human Development เป็นโครงการในพระราชดำริ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548) 

ปัญหาความยากไร้และการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานในปัจจุบันทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาล ส่งผลให้ประชาชนโมร็อกโกจำนวนมากขึ้นหันมาเข้าร่วมกลุ่ม Islamist และเคลื่อนไหวทางการเมือง และในปัจจุบัน ชาวโมร็อกโกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในแง่ศาสนาและสังคมมากขึ้น 

3. นโยบายต่างประเทศ 
3.1 นโยบายต่างประเทศโดยรวม 
โมร็อกโกเป็นประเทศอาหรับสายกลางที่มีบทบาทมากทั้งในเวทีภูมิภาคและเวทีโลก มีความใกล้ชิดกับยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส สเปนและสหรัฐอเมริกา ตลอดจนสนับสนุนการแสวงหาสันติภาพในอาหรับ เนื่องจากสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงเป็นพระประมุขที่เป็นคนรุ่นใหม่ ทรงมีการศึกษาดีทันสมัย ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงตระหนักว่า หากภูมิภาคอาหรับยังไม่สามารถมีความเป็นปึกแผ่น ย่อมจะไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมประเทศในภูมิภาคอื่นหรือโลกตะวันตกได้ 

โมร็อกโกยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรป โดยรัฐบาลโมร็อกโกมีนโยบายในการรักษาสถานภาพแนวหน้าในเวทีความร่วมมือกับสมาชิกสหภาพยุโรป และเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2551 สหภาพยุโรปได้มอบสถานะพิเศษ (advanced status) ให้กับโมร็อกโก ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในประเทศบริเวณเขตเมดิเตอเรเนียนตอนใต้ที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้จากสหภาพยุโรป 

3.2 ปัญหาข้อพิพาทระหว่างโมร็อกโกกับแอลจีเรีย 
โมร็อกโกมีปัญหาขัดแย้งในเรื่องดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) ซึ่งโมร็อกโกพยายามอ้างสิทธิ ขณะที่ประเทศแอฟริกันส่วนใหญ่โดยเฉพาะแอลจีเรีย สนับสนุนกลุ่มแนวร่วม Polisario ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้แทนของประชาชนในดินแดนซาฮาราตะวันตก และประสงค์จะแยกตัวเป็นอิสระ อนึ่ง องค์การสหภาพแอฟริกา (African Union - AU) ให้การรับรองผู้แทนของดินแดนซาฮาราตะวันตกให้เป็นสมาชิกของ AU เมื่อปี 2527 จึงเป็นสาเหตุให้โมร็อกโกไม่พอใจ และถอนสมาชิกภาพจาก AU ทำให้โมร็อกโกเป็นประเทศเดียวในแอฟริกาที่ไม่ได้เป็นสมาชิก AU 

ล่าสุดโมร็อกโกกำลังจัดทำข้อเสนอการแก้ไขปัญหาดินแดนซาฮาราตะวันตก โดยจะให้อำนาจอิสระในการปกครองตนเองในดินแดน ยกเว้นอำนาจอธิปไตยโดยยังคงถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของโมร็อกโก มีรัฐบาลท้องถิ่น สภานิติบัญญัติท้องถิ่น และระบบยุติธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยได้ข้อเสนอดังกล่าวขอรับการสนับสนุนในเวทีสหประชาชาติและจากประชาคมระหว่างประเทศต่อไป และได้เริ่มการเจรจากับกลุ่ม Polisario เกี่ยวกับข้อเสนอนี้แต่กลุ่ม Polisario ยังคงยืนยันท่าทีของตนเองเรียกร้อง self determination 

3.3 ปัญหาข้อพิพาทระหว่างโมร็อกโกกับอิหร่าน 
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 โมร็อกโกได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน เนื่องจากความไม่พอใจที่รัฐบาลอิหร่านได้ตอบโต้รัฐบาลโมร็อกโกอย่างไม่ยุติธรรมในกรณีบูรณภาพแห่งดินแดนของบาห์เรนที่อิหร่านอ้างสิทธิเหนือ หลังจากที่กลุ่มประเทศอาหรับหลายประเทศรวมทั้งโมร็อกโกมีท่าทีร่วมกันต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของบาห์เรน อีกทั้งโมร็อกโกยังไม่พอใจที่อิหร่านพยายามเข้าไปขยายอิทธิพลทางศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ต่อประชาชนโมร็อกโกซึ่งเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ 

การตัดความสัมพันธ์ระหว่างโมร็อกโกและอิหร่านครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๒ โดยครั้งแรกเกิดเมื่อมีการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านและพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านเสด็จมาลี้ภัยที่โมร็อกโก รัฐบาลอิหร่านจึงตัดความสัมพันธ์กับโมร็อกโก แต่ภายหลังได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กันใหม่เมื่อพระเจ้าชาร์เสด็จออกจากโมร็อกโก 

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป 
1.1 ความสัมพันธ์ทางการทูต 
ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโมร็อกโกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2528 ไทยกับโมร็อกโกมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งในระดัยราชวงศ์และรัฐบาลตลอดมา โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2537 ไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงราบัต เอกอัครราชทูตไทยประจำโมร็อกโกคนปัจจุบัน คือ นางกุณฑลี ประจิมทิศ สำหรับโมร็อกโกได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2537 เอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำไทยคนปัจจุบัน คือ นาย Abderrazag Nabil 

1.2 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ 
ปริมาณการค้าระหว่างไทย - โมร็อกโกยังมีมูลค่าไม่มากนัก แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก โดยในปี 2552 มีมูลค่าการค้ารวม 196.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กโก 2,039.40 ล้านบาท และส่งออกไปโมร็อกโก 5,282.17 ล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้า 3,252.77 ล้านบาท 

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไดโอด ทรานซิสเตอร์อุปกรณ์กึ่งตัวนำ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องซักผ้าเครื่องซักแห้ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักร ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เม็ดพลาสติก แก้วและกระจก ผลิตภัณฑ์พลาสติก 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนของไทยและโมร็อกโก ได้ลงนามความตกลงจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-โมร็อกโกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 (แทนที่สภาธุรกิจร่วมฯ ซึ่งเคยได้มีการจัดตั้งตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 แต่ขาดความสนใจจากภาคเอกชนในขณะนั้น) โดยมีนายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานฝ่ายไทยและนาย Younes Laraqui กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกาเป็นประธานฝ่ายโมร็อกโก ความตกลงดังกล่าวกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง รวมถึงให้อำนาจสภาธุรกิจฯ ในการจัดตั้งกลไกย่อย อาทิ คณะทำงาน เพื่อให้มีการติดต่อประสานงานได้อย่างมีความต่อเนื่อง 

1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม 
ที่ผ่านมาไทยมีการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการทวิภาคีกับโมร็อกโกภายใต้กรอบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (Technical Cooperation among Developing Countries หรือ TCDC) ในปี 2541-2543 ไทยอนุมัติทุนฝึกอบรมให้โมร็อกโก จำนวน 10 ทุน 
ในสาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มลภาวะรถยนต์และสิ่งแวดล้อม 
การวางแผนท่าอากาศยานและการจราจรทางอากาศ การซ่อมและบำรุงรักษายานยนต์และขนส่ง การซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม และหัตถกรรม ฝ่ายโมร็อกโกได้จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาไทยมุสลิม จำนวน 15 ทุนต่อปี โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ศึกษาทางด้านศาสนาอิสลาม ปัจจุบันมีนักเรียนไทยในโมร็อกโกจำนวนประมาณ 50 คน 

แนวทางการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการสามารถทำได้โดยการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในสาขาที่ไทยและโมร็อกโกมีศักยภาพ โดยดำเนินความร่วมมือในลักษณะความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (TCDC) เช่น สาขาเกษตร การท่องเที่ยว หรือร่วมกันให้ความร่วมมือในด้านที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพแก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแอฟริกา เช่น เกษตร การจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นต้น 

ทั้งนี้ สมาคมมิตรภาพ ไทย-โมร็อกโก ได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2546 แต่ในขณะนี้ไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการแทนนายสุนัย บุณยศิริพันธุ์ แต่มีนางกมลา สุโกศลเป็นประธานสมาคม มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับอาหารโมร็อกโกและงานแฟชั่นโชว์ของนักออกแบบโมร็อกโกด้วย 

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย 
- ความตกลงด้านการขนส่งทางอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2541) 
- ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเล (ลงนามเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2542) 
- ความตกลงการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2543) 
- พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ) 
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548) 
- ความตกลงเพื่อการยกเว้นการจัดเก็บภาษีซ้อน (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548) 
- ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ (ลงนาย่อ 
เมื่อเดือนกันยายน 2548) 
- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย-โมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือน 
กันยายน 2548) 
- ความตกลงวัฒนธรรมไทย-โมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือนกันยายน 2548) 
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการประมงไทย-โมร็อกโก (ลงนามเมื่อวันที่ 30 
มกราคม 2549) 
- ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (อยู่ในระหว่างการเจรจา) 
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ (อยู่ในระหว่างการเจรจา) 
- พิธีสารว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนางานฝีมือ (อยู่ในระหว่างการเจรจา) 
- ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยานไทย-โมร็อกโก (ลงนามย่อเมื่อเดือน 
พฤษภาคม 2546) 

3. การเยือนที่สำคัญ 
3.1 ฝ่ายไทย 
ระดับราชวงศ์ 
- เดือนกันยายน 2537 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนโมร็อกโก 
- เดือนตุลาคม 2536 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ เยือนโมร็อกโก 

ระดับรัฐบาล 
- วันที่ 4-7 กันยายน 2526 ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนโมร็อกโกแบบ Working Visit และได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก 
- วันที่ 13-16 ตุลาคม 2535 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและคณะ เดินทางไปพักผ่อนที่เมืองมาร์ราเกช 
- เดือนมกราคม 2537 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เดินทางเยือนโมร็อกโก 
- เดือนเมษายน 2537 ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุทัย พิมพ์ใจชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม GATTS ที่เมืองมาร์ราเกช 
- เดือนมิถุนายน 2537 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเยือนโมร็อกโก เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต และเป็นประธานในการประชุมเอกอัครราชทูตในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา 
- เดือนมิถุนายน 2542 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เยือนโมร็อกโก ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโมร็อกโก 
- วันที่ 24-26 มกราคม 2543 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมร็อกโก
- วันที่ 14-22 มกราคม 2545 นายพิเชษฐ พัฒนโชติ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Mustapha Oukacha ประธานสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก
- วันที่ 17-19 พฤษภาคม 2546 นายเตช บุนนาค ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เยือนโมร็อกโกอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Rachad Bouhlal ปลัดกระทรวงการต่างประเทศโมร็อกโก 
- วันที่ 15-25 มิถุนายน 2547 นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาและคณะเยือนโมร็อกโก โดยเป็นแขกของสภาที่ปรึกษาแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก
- วันที่ 7-13 กรกฎาคม 2547 นายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เยือนโมร็อกโก อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนาย Driss Jettou นายกรัฐมนตรีโมร็อกโก 
- วันที่ 19-22 กรกฎาคม 2547 นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ เยือนโมร็อกโก โดยเป็นแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาโมร็อกโก 
- วันที่ 25-27 สิงหาคม 2547 นายนิสสัย เวชชาชีวะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนโมร็อกโก ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชักชวนให้โมร็อกโกเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 
- วันที่ 16-19 มิถุนายน 2548 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เยือนโมร็อกโกเพื่อขยายตลาดสินค้าอาหารฮาลาลไทย 
- วันที่ 2-7 สิงหาคม 2548 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย นำคณะนักธุรกิจเยือนโมร็อกโกเพื่อศึกษาลู่ทางการขยายตลาด 
- วันที่ 4-8 สิงหาคม 2548 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานเทศกาลแห่งเมือง Assilah และเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการ 
- วันที่ 6-9 ธันวาคม 2548 นายนิสสัย เวชชาชีวะ ผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี นำสารเชิญไปมอบให้แก่นายกรัฐมนตรีโมร็อกโก เพื่อกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี เสด็จฯ ร่วมงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- วันที่ 18-20 มกราคม 2549 นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมภาคเอกชน เยือนโมร็อกโกเพื่อศึกษาลู่ทางการขยายตลาด 

3.2 ฝ่ายโมร็อกโก 
ระดับราชวงศ์ 
สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 
- วันที่ 10 มิถุนายน 2526 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าชาย Sidi Mohamed เสด็จผ่านประเทศไทยเป็นเวลา 2 ชั่วโมง 
- วันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2545 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยมีนาย Mohamed Benaissa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมร็อกโกตามเสด็จฯ ด้วย 
เจ้าหญิงลัลลา ซัลมา เบนนานี พระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 
- วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เสด็จฯ แวะผ่านไทยในระหว่างการเสด็จฯ กลับโมร็อกโกจากญี่ปุ่น 
- วันที่ 9-14 มิถุนายน 2549 เป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 เสด็จฯ ร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี 
ราชวงศ์พระองค์อื่นๆ 
- เดือนกันยายน 2529 พระธิดา 3 พระองค์ของสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซันที่ 2 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ 
- วันที่ 11-18 กันยายน 2531 เจ้าชาย Moulay Rachid พระอนุชาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ 
- วันที่ 8-26 มกราคม 2551 เจ้าชาย Moulay Driss FILALI และเจ้าหญิง Lalla Soukaina FILALI เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยวังศุโขทัยรับเป็นแขก เสด็จฯ เยือนกรุงเทพฯ และภูเก็ต 
- วันที่ 10-14 มิถุนายน 2551 เจ้าหญิง Lalla Asma พระขนิษฐาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ 
- วันที่ 2-9 กุมภาพันธ์2552 เจ้าชาย Moulay Rachid พระอนุชาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ 
- วันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2552 เจ้าหญิง Lalla Asma พระขนิษฐาสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ ๖ เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ 

ระดับรัฐบาล 
- วันที่ 7 สิงหาคม 2528 Dr. Taeib Bencheikh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโมร็อกโกเยือนไทย และได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
- เดือนพฤษภาคม 2538 นาย Mehdi Mimoun อธิบดีกรมกิจการเอเชียและโอเชียเนีย เยือนไทย 
- วันที่ 13-17 เมษายน 2542 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์และการหัตถกรรม (รับผิดชอบการหัตถกรรม) โมร็อกโกเยือนไทยตามคำเชิญของฝ่ายไทย 
- วันที่ 4-8 เมษายน 2542นาย Mustapha Mansouri รัฐมนตรีกระทรวงการขนส่งและพาณิชย์นาวีโมร็อกโกเยือนไทยเพื่อลงนามในความตกลงระหว่างไทยกับโมร็อกโกว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ 
- วันที่ 28 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2542คณะนักธุรกิจโมร็อกโกเยือนไทย ตามโครงการของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัตเพื่อพบปะผู้ส่งออกของไทย 
- วันที่ 12-19 กุมภาพันธ์ 2543 คณะผู้แทนโมร็อกโกนำโดยนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ครั้งที่10 (UNCTAD X) ที่กรุงเทพฯ 
- วันที่ 27 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2544 นาย Abdelouahed Radi ประธานสภาผู้แทนราษฎรโมร