วันเดินทาง
13 - 22 เมษายน 2566 15 - 24 มิถุนายน 2566 22 - 31 กรกฎาคม 2566 05 - 14 สิงหาคม 2566 21 - 30 กันยายน 2566
สายการบิน


  • ที่พักดี 4+5 ดาว   อาหารดี
  • ชมเมืองดูบรอฟนิคได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่สวยที่สุดในยุโรป สมญานาม “ไข่มุกแห่งทะเล เอเดรียติก”
  • เดินชม กำแพงเมืองโบราณ และเมืองเก่าดูบรอฟนิค สถานที่ท่องเที่ยวของโครเอเชีย
  • พร้อมชิมหอยนางรม แบบสดๆพร้อมจิบไวน์ ณ อ่าวมาลี สตอน
  • เที่ยวคอร์ชูล่า บ้านเกิด มาร์โค โปโล นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่
  • บีฮาช เมืองเล็กๆ แสนมีเสน่ห์ มีพรหมแดนติดประเทศโครเอเชีย
  • ชมน้ำตกสวยที่สุดในบอสเนีย Strbacki Buk Waterfall , Pliva Waterfalls 
  • จาจเซ่ เมืองที่ตั้งอยู่น้ำตก ที่มีแหล่งธรรมชาติอันสวยงาม
  • ชมสะพานโบราณ มรดกโลก Unesco ที่ เมือง โมสตาร์
  • ชมเมืองซาราเจโวถูกขนานนามว่าเป็น “นครเยรูซาเล็มแห่งยุโรปและบอลข่าน”

1

Day 1: กรุงเทพฯ-กรุงอิสตันบูล

  • 20.00 น. คณะพร้อมกันที่ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 แถว U เคาน์เตอร์สายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ (TK) ประตูทางเข้าที่ 9 โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัท ฯ คอยให้การต้อนรับ ตรวจเอกสาร และสัมภาระ
  • 23.05 น. “เหิรฟ้าสู่กรุงอีสตันบลู” โดยสายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK 069 (ใช้เวลาบินประมาณ 10.30 ช.ม.)
2

Day 2 : กรุงอิสตันบูล-ดูบรอฟนิค-ซิตี้ทัวร์ เมืองดูบรอฟนิค

  • 05.15 น. เดินทางถึงสนามบินกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี
  • 07.40 น. เหิรฟ้าสู่เมืองดูบรอฟนิค” โดยสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่  TK437 (ใช้เวลาบินประมาณ 02.10 ช.ม.)
  • เดินทางถึง เมืองดูบรอฟนิค (DUBROVNIK) เมืองทางตอนใต้ของสาธารณรัฐโครเอเชีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่สวยที่สุดในยุโรป สมญานาม ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก เป็นเมืองที่มีอำนาจทางทะเลตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และมีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า จึงได้สร้างความยิ่งใหญ่ให้โดดเด่น ด้วยการตกแต่งพระราชวัง สร้างโบสถ์ วิหาร จัตุรัส น้ำพุ และบ้านเรือนต่างๆ และได้รับการบูรณะและปรับเปลี่ยนอย่างงดงามตามยุคสมัย

ทัวร์โครเอเชีย ทัวร์บอสเนีย
เมืองดูบรอฟนิค (DUBROVNIK)

  • จากนั้นนำท่านเที่ยวชมบริเวณเมืองเก่า (Old Town) ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายการโจมตีจากกองทหารยูโกสลาฟ บ้านเรือนกว่าครึ่งอนุสาวรีย์ต่างๆ ได้รับความเสียหาย และทรุดโทรมจนกระทั่งในปี ค.ศ.1995 ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก Erdut องค์การยูเนสโก (UNESCO) และสหภาพยุโรปจึงได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์เมืองขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งดูบรอฟนิคกลับมาสวยงามอีกครั้ง และได้รับการขึ้นทะเบียนประกาศให้เป็นมรดกโลกอีกเมืองหนึ่งของโครเอเชีย ชมทัศนียภาพของเมืองที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเลอาเดรียติก ตัวเมืองจะเป็นป้อมปราการโบราณที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง

เมืองดูบรอฟนิค (DUBROVNIK)

  • นำท่านเยี่ยมชม Rector’s Palace (ภายนอก) ศูนย์กลางการบริหารของเมืองดูบรอฟนิคในอดีต เป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมกรีก-โรมัน เชิญท่านเก็บบันทึกภาพด้านหน้าของ Sponza Palace ที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาเอกสารโบราณที่สำคัญๆ รวมถึงคำจารึกเป็นภาษาละตินโบราณที่ใช้เตือนใจพ่อค้าวาณิชทางทะเล “ห้ามกระทำการโกงน้ำหนักในการซื้อขาย ขณะที่ท่านชั่ง หรือตวงสินค้า เพราะพระเจ้ากำลังจับตาและวัดความซื่อสัตย์ของท่านอยู่”

ย้านเมืองเก่าดูบรอฟนิค (DUBROVNIK)

  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • จากนั้นนำท่านเดินชมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ภายในป้อมปราการต่างๆ เช่น Dominican Monastery Church of St.Blaise ในสไตล์บาร็อค วิหาร  Franciscan Monastery แบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิค  Fort of St.John ประตู Pile Gate, Ploce Gate
  • จากนั้นนำท่าน ทัวร์กำแพงเมืองโบราณ (City Walls) ซึ่งเป็นจุดเด่นของเมืองดูบรอฟนิค ที่มีกำแพงยาวประมาณ 1,940 เมตร สูง 25 เมตร สลับด้วยหอรบ 5 หอ หอคอยทรงกลม 3 หอ และทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสี่เหลี่ยมผืนผ้า 12 หอ สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ได้ชื่อว่ามีความมั่นคงและแข็งแกร่งที่สุดในน่านน้ำนี้ ในช่วงที่มีการขยายอำนาจของอาณาจักรออตโตมัน กำแพงเมืองที่มีความหนา 3 เมตร ได้รับการเสริมเพิ่มเติมเป็น 6 เมตร แต่ดูบรอฟนิคต้องประสบกับภัยทางธรรมชาติ ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1667 มีคนเสียชีวิตกว่า 5,000 คน ทำให้ตัวเมืองเสียหายมาก แต่ทว่ากำแพงยังคงอยู่ และประสบภัยอีกครั้งจากสงคราม ถูกถล่มโดยจรวดของกองทัพยูโกสลาเวียในปี ค.ศ.1991 แต่ความเสียหายในส่วนนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการซ่อมแซมจากองค์การยูเนสโก ท่านจะได้ประทับใจกับวิว ทิวทัศน์ขณะที่เดินไปตามแนวสันของกำแพง ซึ่งมีทั้งอาคารสถาปัตยกรรมโบราณสไตล์บาร็อคในย่านเมืองเก่า และท้องทะเลสีครามที่สามารถมองออกไปไกลสุดสายตา ภายใต้ท้องฟ้าแสนสดใส บางช่วงตอนของกำแพงจะต้องผ่านป้อมปราการที่ใหญ่มหึมา และหาดที่เต็มไปด้วยหินผา ทำให้ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงในการเดินบนกำแพงเมืองโบราณนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ สร้างความประทับใจให้กับท่านอย่างมิรู้ลืม

  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • พักที่ HOTEL RIXOS PREMIUM    หรือเทียบเท่า
3

Day 3 : เมืองดูบรอฟนิค-อ่าวมาลี สตอน-Ferry-เกาะคอร์ชูล่า

  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมเช้า
  • จากนั้นนำท่านเดินทางไปยัง อ่าวมาลี สตอน (MALI STON) เมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองดูบรอฟนิค เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของหอยนางรมและผลิตภัณฑ์จากหอยนางรมสดๆ จากทะเลอาเดรียติก ตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศริมชายฝั่งทะเลที่มีบ้านเรือนหลังคากระเบื้องสีแสดสลับตามแนวชายฝั่งเป็นระยะสู่สตอน หมู่บ้านที่สงบเสงี่ยมตั้งอยู่ริมฝั่งบริเวณโค้งอ่าวกว้าง เปรียบเสมือนเป็นด่านหน้าของดูบรอฟนิค ในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองจากการค้าเกลือ ดังนั้นกำแพงป้องกันจึงมีความจำเป็น ซึ่งสามารถมองเห็นกำแพงโบราณนี้ได้จากระยะไกลในปัจจุบัน สตอนในอดีตอยู่ใต้การปกครองของโรมันจนกระทั่งถูกทำลายโดยพวกมองโกล ผ่านชมสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างทางโบราณคดี และร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองในอดีต พร้อมเก็บบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก

  • ให้ท่านลิ้มลองรสชาติของหอยนางรมสดๆ จากทะเล อาเดรียติก พร้อมจิบไวน์(Tasting Fresh Oyster with Wine) ดื่ มด่ำกับรสชาติหอยนางรมสด ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของทะเลอาเดรียติด

หอยนางรมสดที่อ่าวมาลี สตอน(Tasting Oyster with Wine)

  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • นำท่านโดยสารรถโค้ชลัดเลาะเลียบไปตามชายฝั่งทะเลอาเดรียติก ไปยังเมืองโอเรบิซ (OREBIC) เพื่อนำท่านขึ้นเรือข้ามไปยังเกาะคอร์ชูล่า โอเรบิซตั้งอยู่ปลายคาบสมุทร Peljesac ซึ่งในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นที่รู้จักกันดีในอุตสาหกรรมการเดินเรือ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ท และร้านขายของที่ระลึกมากมาย

เมืองโอเรบิซ (OREBIC)

  • จากนั้น นั่งเรือเฟอร์รี่ล่องไปยังเกาะคอร์ชูล่า(Korcula Island) เกาะในเขตทะเลอาเดรียติกของโครเอเชีย เคยได้ฉายาว่า “ไข่มุกแห่งยุคกลาง” และเป็นเมืองบ้านเกิดของนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ มาร์โค โปโล

เมืองเก่าคอร์ชูล่า (KORCULA)

  • นำท่านชม เมืองเก่าคอร์ชูล่า (KORCULA) ที่มีอิทธิพลจากเวเนเชี่ยนมาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 15
  • ชมโบสถ์เซนต์มาร์ค (Cathedral of St.Mark) ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1301-1806

โบสถ์เซนต์มาร์ค(Cathedral of St.Mark)

  • แวะชม “บ้านเกิดของมาร์โคโปโล” (Marco Polo House) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ที่คนทั่วประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีน่า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยงามติดอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อปี ค.ศ.1991 อิสระให้ท่านได้เดินเล่น พักผ่อน และชมเมืองตามอัธยาศัย เพลิดเพลินกับกับบรรยากาศอันแสนสวยบนเกาะคอร์ชูล่า

  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • พักที่ HOTEL MARKO POLO by AMINESS  หรือเทียบเท่า
4

Day 4 : เกาะคอร์ชูล่า-นีอุม-เมืองสปลิต

  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมเช้า
  • จากนั่นนำท่านลงเรือกลับสู่ โอเรบิซ (OREBIC) เพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองนีอุม (NEUM) เมืองในเขตประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีน่า เป็นเมืองชายฝั่งประมาณ 24.5 กิโลเมตร เป็นทางออกสู่ทะเลอาเดรียติกทางเดียวของประเทศ เป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงเมืองหนึ่ง

  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • จากนั้น นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองสปลิต (SPLIT) เมืองศูนย์กลางการพาณิชย์ การคมนาคมของแคว้นดัลเมเชียและเป็นเมืองชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดด้วย สปลิตนับอายุได้กว่า 1,700 ปี โดยมีพระราชวังดิโอคลิเธียน ประกอบด้วยศาลาว่าการเมืองสไตล์เรอเนสซองส์ สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ต่างๆ

  • จากนั้นนำท่านเข้าชม พระราชวังดิโอคลิเธียน (Diocletian Palace) ที่ประทับ  ของจักรพรรดิ “ดิโอคลิเธียน” แห่งเมืองเวนิสที่แผ่ขยายอาณาเขตจากเวนิสสู่เมืองสปลิต ในยุคโรมันโบราณ ท่านจะได้พบเห็นสถาปัตยกรรมของลานกว้างที่มีเสาสไตล์โรมันตั้งอยู่เรียงราย ภายในพระราชวังประกอบด้วยทางเข้าหลักหรือ Golden Gate มหาวิหารเทพเจ้าจูปิเตอร์ โบสถ์แห่งเทพวีนัส วิหารดอมนิอุส ที่จัดเรียงรายรวมกันอย่างลงตัว

พระราชวังดิโอคลิเธียน (Diocletian Palace)

  • ชมย่านพีเพิลสแควร์ (Narodni Square) ศูนย์กลางทางธุรกิจ และการบริหารเมื่อสมัยศตวรรษที่ 15 และสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงเช่น รูปภาพแกะสลักสมัย Venetian-Gothic Cambi Palace Renaissance Town Hall ที่สร้างขึ้นในช่วงแรกของศตวรรษที่ 15

  • ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคาร
  • พักที่ HOTEL AMPHORA’S GARDEN  หรือเทียบเท่า
5

Day 5 : เมืองสปลิต-โทรเกียร์-ซาดาร์-พลิทวิเซ่

  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมเช้า
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ โทรเกียร์ (TROGIR) เกาะเล็กๆ ที่เป็นอู่อารยธรรมของกรีกโบราณตั้งแต่ 380 ปีก่อนคริสกาล ซึ่งต่อมาถูกปกครองโดยทรากุรีอุม (Tragurium) และโรมัน บรรดาโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างของเมืองเก่า ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี คือจัตุรัสกำแพงเมืองและป้อมปราการนั่นเอง จนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ขึ้นทะเบียนประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997

  • นำท่านเดินเที่ยวชมภายในเขตเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมในสไตล์กรีก-โรมันโบราณ อาทิเช่น ประตูเมือง ที่ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในเมื่อศตวรรษที่ 16 หอนาฬิกาที่สร้างขึ้นในสมัยที่ 14 ผ่านชมมหาวิหารเซนต์ ลอว์เรนซ์ (St.Laurence Cathedral) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ใช้เวลาก่อสร้างนับสิบปี ที่มีความงดงามด้วยกรอบและบานประตูหินแกะสลักที่มีรูปปั้นสิงโต อดัม&อีฟ และรูปสลักนักบุญองค์สำคัญ
  • ออกเดินทางต่อไปยัง เมืองซาดาร์ (ZADAR) เมืองท่าสำคัญของโครเอเชียทางฝั่งทะเลอาเดรียติก และเป็นศูนย์กลางของซาดาร์เคาน์ตี้ แคว้นดับเมเชี่ยนทางตอนเหนือ
  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • ชมบรรยากาศที่สวยงามของซาดาร์ แวะเก็บบันทึกภาพประตูเมืองโบราณ Kopnena Vrata ผ่านชมโบสถ์ St.Donatus สิ่งก่อสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ชม “Sea Organ” สถาปัตยกรรมการก่อสร้างเครื่องดนตรีโดยอาศัยเกลียวคลื่นที่ซัดเข้ากระทบกับบันไดหินอ่อนและท่อใต้ขั้นบันไดก่อให้เกิดเป็นท่วงทำนองเสียงดนตรี เป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิก Nikola Basic ซึ่งเปิดให้สาธารณะชนเข้าชมนับตั้งแต่ วันที่ 15 เมษายน ปี ค.ศ.2005 ที่ผ่านมา
  • เดินทางต่อไปยัง พลิทวิเซ่(Plitvice) แห่งแคว้น Istria & Kvarner ระหว่างทางชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโครแอต ซึ่งเป็นชนชาติหนี่งในเผ่าสลาฟ  ระหว่างทางสามารถชมทัศนียภาพและธรรมชาติอันงดงามของขุนเขาตอนกลางของประเทศ  ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเหตุการณ์ความไม่สงบของประเทศในการสู้รบระหว่างสองชนชาติ ชาวโครแอตและชาวเซิร์บ เมืองซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศ และได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ.1949
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • พักที่ HOTEL  JEZERO PLITVICKA JEZERA  หรือเทียบเท่า
6

Day 6 : พลิทวิเซ่ - บีฮาช

  • รับประทานอาหารเช้า ณ  ห้องอาหารของโรงแรมเช้า
  • เดินทางต่อไปยัง อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิตวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) มีพื้นทีประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไม้ พรรณไม้นานาชนิดและทะเลสาบน้อยใหญ่มากกว่า 16 แห่ง  จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี ค.ศ.1979
  • นำท่านเดินชมธรรมชาติไปตามทางเดินเท้าที่จัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน ลัดเลาะไปตามทะเลสาบ และน้ำตก ตื่นตาตื่นใจไปกับความบริสุทธิ์ สุขสดชื่น  จากนั้นนำท่านล่องเรือชมความสวยงามของท้องน้ำสีครามในอุทยานแห่งชาติทะเลสาบ ตลอดจนไม้ป่าจำพวกสน สุดแสนประทับใจกับความงดงามของธรรมชาติ
  • รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิตวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park)

  • เมืองบีฮาช(BIHAC) ประเทศบอสเนียและเฮอร์เชเกวีน่า  ระยะทางประมาณ 163 กิโลเมตร เมืองเล็กๆนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยูน่า มีคาเฟ่ริมแม่น้ำเพิ่มบรรยากาศให้ดูอบอุ่นน่ารักแก่ผู้พบเห็น อิสระชมเมืองเก่า จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
  • พักที่ HOTEL REKIC HOTEL หรือเทียบเท่า

 

7

Day 7 : บีฮาซ-จาจเซ่

  • รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • ชม หมู่บ้านโอราซาส(Orasac Village) เป็นหนึ่งในเมืองเก่าของอุทยานแห่งชาติยูน่า มีป้อมปราการและหมู่บ้านเป็นแบบยุคกลาง ตั้งอยู่บนเนินเขาโอราชาส หมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 13 และ 15 ทุกวันนี้ยังคงมีกำแพงเมืองที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีประตู หอคอย ใกล้ๆ ยังมีมัสยิดและหออาซานจในยุคออตโตมันอีกด้วยจากนั้นนำท่านเดินทางสู่ สตรัคคิ บุค(Strbacki Buk) โดยรถมินิบัส
  • แวะ น้ำตกสตรัคคิ บุค(Strbacki Buk Waterfall) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือระหว่างประเทศบอสเนีย เฮเซอร์โกวีน่า กับโครเอเชีย น้ำตกแห่งนี้เป้นน้ำตกที่มีความสูงถึง 24.5 เมตร และเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในอุทยานแห่งชาติยูน่า อิสระให้ท่านเดินชมบรรยากาศ ถ่ายรูป ก่อนเดินทางกลับโอราซาส เพื่อเดินทางต่อสู่เมืองจาจเซ่(Jajce) ระยะทางประมาณ 142  กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 02.30 ชั่วโมง
  • รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • เมืองจาจเซ่(JAJCE) ตั้งอยู่เหนือน้ำตกเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ด้วยทัศนียภาพที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาตินั่นเอง ถ่ายภาพ น้ำตกพลิวา(Pliva Waterfalls) น้ำตกที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจาจเซ่ ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดในฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับสวยระดับโลกเช่นกัน  น้ำตกแห่งนี้มีความสูงประมาณ 22 เมตร เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำพลิวาและแม่น้ำวรีบาส ใกล้กันนั้นมีทะเลสาบขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เกิดจากแม่น้ำพลิวา

น้ำตกพลิวา(Pliva Waterfalls)

  • เดินทางไปชม ป้อมปราการจาจเซ่(Jajce Forttress) แนวกำแพงโบราณ ที่ตั้งอยู่บนเขาทางเหนือของเมือง ที่ท่านสามารถชมวิวรอบเมืองได้จากตรงนี้ พาท่านชม วิหารใต้ดินจาจเซ่(Jajce Underground Church) สุสานของ Hrvoje Vukcic ขุนนางคนสำคัญของบอสเนีย อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด สุสานนี้เริ่มก่อสร้างในปี 1400 ใช้เวลากว่า 16 ปีในการก่อสร้าง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จในปี 1416
  • รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
  • ที่พัก HOTEL PLIVSKO JEZERO หรือเทียบเท่า
8

Day 8 : จาจเซ่-โมสตาร์

  • รับประทานอาการเช้า ณ โรงแรมที่พัก
  • เดินทางสู่ เมืองโมสตาร์(MOSTAR) ระยะทางประมาณ 163 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม.  เมืองโมสตาร์ เป็นอีกหนึ่งในเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว หนึ่งในเมืองที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในเฮอร์เชโกวีนา(Herzegovina) ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ในหุบเขาของแม่น้ำเนเรตวา(Neretva River)
  • ชมสะพานหินโบราณ Stari Most  ที่สร้างขึ้นในสมัยยุคกลางที่ปัจจุบันยังคงเปิดใช้งาน ถูกสร้างขึ้นโดยชาวเติร์ก ในปี ค.ส.1566 และถูกทำลายไปในปี 1993 ภายในเมืองเราสามารถพบเห็นสถาปัตยกรรมโบราณหลายรูปแบบที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว และในปี ค.ศ.2005 องค์การยูเนสโก ได้ยกให้สะพานโบราณรวมไปถึงบริเวณใกล้เคียงเป็นมรดกโลกของบอสเนียและเฮอร์เชโกวีน

สะพานหินโบราณ Stari Most

  • รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร
  • จากนั้นอิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าที่ระลึกที่ตลาดนัดพื้นเมือง (Old Bazaar)
  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
  • พักที่ HOTEL HA MOSTAR หรือเทียบเท่า
9

Day 9 : โมสตาร์-ซาราเจโว

  • เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
  • เดินทางสู่ กรุงซาราเจโว เมืองหลวงของบอสเนีย ระยะทางประมาณ  129 กิโลเมตร ประมาณ 2 ชั่วโมง อีกหนึ่งเมืองที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสงครามยูโกสลาเวีย ซึ่งเมืองนี้ได้รับว่าเป็นอีกเมืองที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในยุโรป อีกทั้งยังเคยติดอยู่ในสิบอันดับแรกของเมืองที่ต้องเดินทางมาเที่ยว ประจำปี 2011-2012 โดยนิตยสาร Lonely Planet  ส่วนในปี 2014 ยังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงในการเป็น EUROPEAN CAPITAL OF CALTURE

  • เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • จากนั้นนำท่านชม อุโมงค์หนีภัย (SARAJEVO TUNNEL) อุโมงค์ที่สร้างขึ้นในช่วงเกิดสงครามบอสเนียระหว่างปี 1992–1995 สร้างโดยประชาชนชาวซาราเยโวเพื่อปกป้องและตัดขาดจากกองกำลังเซอร์เบีย และสามารถนำอาหาร ข้าวของ และความช่วยเหลือจากนานาชาติโดยผ่านทางอุโมงค์นี้

อุโมงค์หนีภัย (SARAJEVO TUNNEL

  • ชม ย่านเมืองเก่า BASCARSIJA ตามแบบสไตล์ออตโตมัน-เตอร์กิช ที่อดีตเคยเป็นย่านบาซาร์เก่าแก่ของยุคออตโตมัน ส่วนในปัจจุบัน เป็นย่านใจกลางเมืองซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า คาเฟ่ ร้านกาแฟมากมาย
  • ความงดงามของ สุเหร่า GAZI HUSREV-BEG MOSQUE สุเหร่าแบบออตโตมันที่สำคัญที่สุดในเมือง ชม มหาวิหารประจำเมืองซาราเยโว(The Cathedral of Jesus Heart) วิหารที่ใหญ่ที่สุดของบอสเนีย เป็นที่ประจำตำแหน่งของพระราชาคณะ ที่ออกแบบตามสถาปัตกรรมแบบนีโอ-กอธิค ที่สร้างในช่วง ค.ศ.1884-1889
  • ชม สะพานลาติน(Latin Bridge) ซึ่งเป็นจุดที่อาร์ค ดยุค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์(Franz Ferdinand) รัชทายาทแห่งวงศืออสเตรียถูกลอบปลงพระชนม์โดยชาวซาราเยโวนายหนึ่ง จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จากนั้นให้อิสระท่านในการเดินชมเมืองและช้อปปิ้งตามอัธยาศัย จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร

สะพานลาติน(Latin Bridge)

  • ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
  • เดินทางสู่สนามบิน เพื่อทำการตรวจเอกสารในการเดินทาง
  • 20.30 น. เหิรฟ้าสู่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยสายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK1026 (ใช้เวลาบินประมาณ 02.10 ชม.)
  • 23.25น. เดินทางถึงสนามบินฮาวาลิมานี่ ประเทศตุรกี
10

Day 10 : กรุงเทพฯ

  • 01.45น. เหิรฟ้าสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK68 (ใช้เวลาบินประมาณ 09.20 ชม.)
  • 15.20 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

 

Go Together Travel เราชำนาญเรื่่องทัวร์มากว่า 15 ปี

รับออกแบบเส้นทางกรุ๊ปส่วนตัวตามความต้องการ

http://www.gotogethertravel.com/

วันเดินทาง
13 - 22 เมษายน 2566 15 - 24 มิถุนายน 2566 22 - 31 กรกฎาคม 2566 05 - 14 สิงหาคม 2566 21 - 30 กันยายน 2566
สายการบิน

Tour Reviews

There are no reviews yet.

Leave a Review

Rating